ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องแปลกลึกลับ/ผีสยองขวัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องแปลกลึกลับ/ผีสยองขวัญ แสดงบทความทั้งหมด

ความไม่ลงรอยของครุฑและพญานาค

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

เคยสังเกตภาพยนตร์ นิยาย หรือภาพวาดในสมัยก่อนมั้ยครับ จะเห็นรูปครุฑใช้เท้าเกี่ยวพญานาคบินไปบนฟ้าบ้าง หรือครุฑโดนพญานาครัดหรือพ่นน้ำใส่บ้าง เพราะเหตุอันใดครุฑกับพญานาคถึงได้ไม่ถูกัน เราไปดูตำนานเรื่องนี้กันดีกว่า
 
ครุฑ เป็นพญานกที่มีรูปครึ่งมนุษย์ ครึ่งนกอินทรี เป็นเทพพาหนะของพระวิษณุ เป็นโอรสของพระกัศยปมุนี และนางวินตา พระกัศยปมุนีเป็นฤษีที่มีอำนาจมากตนหนึ่ง นอกจากนางวินตาแล้ว ก็ยังมีนางกัทรู ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางวินตาเป็นภริยาอีกคน โดยนางกัทรูได้ขอพรจากสามีให้มีลูกจำนวนมาก และต่อมาก็ได้ให้กำเนิดนาคหนึ่งพันตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล ส่วนนางวินตาขอลูกเพียงสององค์และขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา
 
ต่อ มานางได้คลอดลูกออกมาเป็นไข่สองฟอง คือ อรุณ และครุฑ ซึ่งต่อมาอรุณได้ไปเป็นสารถีของสุริยเทพ ส่วนครุฑเมื่อแรกเกิดว่ากันว่า มีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตาเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ
 
ครั้งหนึ่งนางกัทรูและนางวินตาได้พนันกัน ถึงสีของม้าที่เกิดคราวกวนเกษียรสมุทร โดยว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสอีกฝ่ายห้าร้อยปี นางวินตาทายว่าม้าสีขาว แต่นางกัทรูทายว่าสีดำ ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาวดังที่นางวินตาทาย แต่นางกัทรูใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า นางวินตาไม่ทราบในอุบายเลยยอมแพ้ ต้องเป็นทาสและถูกขังอยู่ในแดนบาดาลถึงห้าร้อยปี ทำให้ครุฑและนาคต่างก็ไม่ถูกกันนับแต่นั้น
 
ครั้นต่อมาครุฑได้ทราบความจริงถึงอุบายของ นางกัทรู แต่เพื่อช่วยแม่ให้เป็นอิสระ ครุฑจึงได้ทำความตกลงกับพวกพญานาคที่ต้องการเป็นอมตะว่าจะไปนำน้ำอมฤตที่ อยู่กับพระจันทร์มาให้ ครั้นแล้วก็บินไปสวรรค์ คว้าพระจันทร์มาซ่อนไว้ใต้ปีก แต่ถูกพระอินทร์และทวยเทพติดตามมา และเกิดต่อสู้กันขึ้น แต่ทวยเทพทั้งหมดแพ้ครุฑ ยกเว้นพระวิษณุเท่านั้นที่ไม่แพ้ แต่ก็แย่ไปเหมือนกัน ดังนั้นต่างจึงทำความตกลงหย่าศึก โดยพระวิษณุหรือพระนารายณ์สัญญาว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะ และให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่าพระองค์
 
ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าขอเป็นพาหนะของพระ วิษณุ และเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปักอยู่บนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า นี่เองจึงเป็นที่มาว่าเหตุใดครุฑจึงเป็นพาหนะของพระวิษณุ ส่วนหม้อน้ำอมฤตนั้น พระอินทร์ได้ตามมาขอคืน ครุฑก็บอกว่าตนต้องรักษาสัตย์ที่จะนำไปให้นาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้นจากการเป็น ทาส และให้พระอินทร์ตามไปเอาคืนเอง เมื่อครุฑเอาน้ำอมฤตไปให้นาคก็วางไว้บนหญ้าคา (และว่าได้ทำน้ำอมฤตหยดบนหญ้าคา ๒-๓ หยด ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคล ใช้ประพรมน้ำมนต์ ส่วน งูเมื่อเห็นน้ำอมฤตบนหญ้าคาก็ไปเลียกิน ด้วยความไม่ระวัง จึงถูกคมหญ้าคาบาดกลางเป็นทางยาว งูจึงมีลิ้นแตกเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้)
 
ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดีปล่อยนางวิ นตาแม่ครุฑให้เป็นอิสระ ขณะพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อจะมากินน้ำอมฤตนั่นเอง พระอินทร์ก็นำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้นาคไม่ได้กิน และยิ่งเพิ่มความเป็นศัตรูกับครุฑยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าต่อมาว่า จากการที่พระอินทร์ได้ให้พรครุฑ จับนาคเป็นอาหารได้นั้น ทำให้พญานาควาสุกรีเกรงว่านาคจะสูญพันธุ์ จึงตกลงจะส่งนาคไปให้ครุฑกินที่ชายหาด วันหนึ่งถึงคราวของนาคหนุ่มชื่อสังขจูทะ จะต้องไปเป็นเหยื่อ แม่ก็ตามมาด้วยความรักและอาลัย ขอรัองอย่างไรก็ไม่ยอมกลับ วิทยา ธรตนหนึ่งชื่อว่า ชีมูตวาหน เป็นผู้มีใจบุญสุนทานตัดแล้วซึ่งโลกีย์วิสัย ได้มาพบ ก็สอบถามได้ความแล้ว จึงเสนอตัวเองปลอมเป็นนาคให้ครุฑกินแทน
 
ปรากฏว่าขณะที่ครุฑกำลังกินนาคปลอม แทนที่จะแสดงความเจ็บปวด ชีมูตวาหนกลับแสดงความปลื้มใจจนครุฑผิดสังเกตว่าต้องผิดตัวแน่ แต่สอบถามก็ไม่ยอมรับ ขณะนั้นเองนาคสังขจูทะก็ได้มาแสดงตัว ว่าตนคือเหยื่อของครุฑ เมื่อทราบความจริง ครุฑก็เกิดความสำนึกบาป และซาบซึ้งในความเสียสละของชีมูตวาหน จึงวิ่งเข้าไปในกองไฟหมายจะฆ่าตัวตายเพื่อชำระบาป แต่ชีมูตวาหนได้ร้องห้าม และว่าหากจะหยุดทำบาปก็ให้เลิกกินนาคเป็นอาหารต่อไป ครุฑก็เชื่อและได้เหาะไปนำน้ำอมฤตมาประพรมกระดูกนาคที่ตนเคยจิกกินมาแต่กาล ก่อน จนนาคทั้งหมดได้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่
 
ครุฑมีชายาชื่ออุนนติหรือวินายกา โอรสชื่อ สัมปาติหรือสัมพาที และชฎายุ ตามวรรณคดีพุทธศาสนากล่าวว่าครุฑมีขนาดใหญ่มาก วัดจากปีกข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้ ๑๕๐ โยชน์ เวลากระพือปีกสามารถทำให้เกิดพายุใหญ่ เกิดมืดมนและทำลายบ้านเมืองให้หมดสิ้นไปได้ ที่อยู่ของครุฑเรียกว่า สุบรรณพิภพเป็นวิมานอยู่บนต้นสิมพลีหรือต้นงิ้ว อยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ครุฑมีชื่อเรียกหลายนาม เช่น กาศยปิ และเวนไตย อันเป็นชื่อสืบมาจากกัศยปและวินตา บิดามารดา สุบรรณ หมายถึง ผู้มีปีกอันงาม ครุตมาน เจ้าแห่งนก สิตามัน มีหน้าสีขาว รักตปักษ์ มีปีกแดง เศวตโรหิต มีสีขาวและแดง สุวรรณกาย มีกายสีทอง คคเนศวร เจ้าแห่งอากาศ ขเคศวร ผู้เป็นใหญ่แห่งนก นาคนาศนะ ศัตรูแห่งนาค สุเรนทรชิต ผู้ชนะพระอินทร์ เป็นต้น
 
ส่วน พญานาค ก็มีตำนาน เล่าขานกันสืบต่อมาว่า
 
ตำนาน ความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองูเป็น สัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน
 
ต้นกำเนิดความเชื่อ เรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน
 
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่อง พญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้าย รอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์
 
ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อใน แต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช (อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศรีษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม
 
พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น
 
พญา นาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่าง นี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม
 
พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน
 
พญานาค อาศัย อยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์
 
พญา นาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร
 
สามารถ ขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ
 
โดย อัลเบิร์ต กิ๊กก๊อก
http://horamahawed.com

นกแสก...ตำนานนกมัจจุราช

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

เป็นความเชื่อกันมานมนานว่าหากนกแสกเกาะหลังคาบ้านหลังไหน จะเกิดลางร้ายกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น นกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความอัปมงคลเป็นอย่างยิ่ง
 
ไม่แต่เฉพาะ คนไทยเท่านั้นที่ถือในเรื่องนี้ฝรั่งเองก็ถือเคล็ดนี้เช่นกัน ก็เพราะโดยธรรมชาติของนกแสกมักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคนให้เห็น นัก หากเมื่อใดมีนกแสกมาเกาะที่หลังคาบ้านใดแล้วเชื่อว่าคนที่ป่วยอยู่ก็อาจเสีย ชีวิตได้
 
จึงมักจะมีคนนิยมแก้เคล็ดให้ร้ายกลายเป็น ดี ด้วยการนำเอาดอกไม้ ธูปเทียน สุรา บอกเล่าก็เพียงพอแล้ว คนโบราณบางท่านที่เคร่งมากๆ ก็อาจเพิ่มด้วย ข้าวสาร ข้าวตอก ผ้าแดง ผ้าขาวและเงินทอง
 
นกแสกนับว่าเป็นนกจำพวกนกเค้าแมวที่อาจนับได้ว่าใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด ด้วยความที่มีถิ่นอาศัยใกล้หรืออยู่ในชุมชนของมนุษย์ จึงทำให้มีความเชื่อในบางวัฒนธรรมว่า เป็นนกที่ส่งสัญญาณเตือนถึงความตาย เช่น ในความเชื่อของไทย เชื่อว่า หากนกแสกบินข้ามหลังคาบ้านผู้ใดหรือไปเกาะที่หลังคาบ้านใคร หรือส่งเสียงร้องด้วย จะต้องมีบุคคลในที่แห่งนั้นถึงแก่ความตาย จึงทำให้เชื่อกันว่าเป็นนกผีหรือนกปีศาจ
 
ซึ่งในเรื่องนี้ ได้ปรากฏเป็นข่าวครึกโครมผ่านหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อกลางเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ว่าที่วัดแห่งหนึ่งที่อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา ชาวบ้านและพระที่จำวัด ณ วัดแห่งนั้น เชื่อว่าเมื่อใดที่นกแสกที่วัดส่งเสียงร้องดัง หรือเสียงแปลกๆ จะมีคนตายส่งมาฌาปณกิจเสมอ โดยในช่วงเวลาที่เป็นข่าวก็มีคนตายไปแล้วถึง 6 คนด้วยกัน
 
พระครูโสภณพรหมคุณ หรือ หลวงพ่อตึ๋ง วาจาสิทธิ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายกและเจ้าอาวาส วัดพราหมณีหรือวัดหลวงพ่อปากแดงศักดิ์สิทธิ์ แสดงทรรศนะเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง นกแสก หรือ นกผี ไว้อย่างน่าสนใจว่า อาตมาอาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิทยาศาสตร์ แต่มีความรู้ตามที่ร่ำเรียนมาอยู่บ้าง ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอนสืบทอดกันมา ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งลี้ลับพิสูจน์กันยาก เอาเป็นว่าใครเชื่อก็เชื่อ ใครไม่เชื่อก็ว่ากันไป ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณก็แล้วกัน โดยเฉพาะเรื่องนกแสกเป็นความเชื่อของคนโบราณมาช้านานแล้ว ถ้าบ้านใดมีคนเจ็บไข้หรือว่ามีคนป่วยถ้าตกกลางคืนมีนกแสกหรือนกผีมาร้องมัน ก็เหมือนกับว่าเป็นลางบอกเหตุจะมีคนเสียชีวิตเกิดขึ้นที่บ้านนั้นๆ ภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ทว่าในปัจจุบันคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีความเชื่อกันมากนัก คิดว่ามันล้าสมัยและไม่สามารถพิสูจน์ได้
 
ยิ่งถ้าบ้านไหนถึงคราวเคราะห์หามยามร้าย หรือว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นถึงขั้นจะมีคนเสียชีวิต คนโบราณจะให้สังเกตดีๆ จะมีนกแสกหรือนกผีบินมาเกาะหลังคาบ้านและส่งเสียงร้องดังลั่น วันต่อมาก็จะมีคนตายเกิดขึ้นที่บ้านหลังนั้น คนโบราณเขามีความเชื่อถือกันมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยถ้าบ้านไหนมีนกแสกมาเกาะไม่ว่าจะส่งเสียงร้องหรือไม่ก็ตาม ผู้ใหญ่จะห้ามลูกหลานทันทีว่าอย่าไปเอ่ยปากทักอย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะลูกหลาน ทุกคนจะถูกสั่งให้อยู่เฉยๆ ห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น จนกว่านกแสกหรือนกผีจะบินไป ไม่เช่นนั้นจะต้องมีการตายเกิดขึ้นที่บ้านหลังนั้น
 
ถ้าใครก็ตามที่ได้เคยพบและประสบมาแล้วแต่ ดวงยังไม่ถึงฆาตก็อย่าไปกลัว ตั้งสติให้มั่นและใช้ความรู้พิจารณาให้รอบคอบ ที่สำคัญอาตมาอยากให้ญาติโยมทุก คนนั้นหมั่นทำบุญตามกำลังทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เมื่อทำแล้วครอบครัวของเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ เคราะห์หามยามร้ายก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี
 
แม้ว่าในปัจจุบันวิทยาศาสตร์หรือสิ่งต่างๆ สามารถพิสูจน์กันได้ก็จริง แต่ศรัทธาและความเชื่อของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องโชคลางต่างๆ ยังไม่จางหายไปไหนง่ายๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายๆ สำนัก หลายๆ วัดกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจกัน ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์มักมีผู้คนหลั่งไหลเดินทาง ไปกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพรขอโชคลาภกันเสมอ
 
หากใครคิดว่าตัวเองเคราะห์ร้ายหรือรู้สึก ไม่ดี ก็ควรสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสียบ้าง มีให้เลือกตามความชอบและความศรัทธา อย่างวัดพราหมณีหรือวัดหลวงพ่อปากแดงก็มีพิธีสะเดาะเคราะห์นอนโลงศพแก้เคล็ด เหมือนตายแล้วเกิดขึ้นมาใหม่ จุดมุ่งหมายเพื่อขจัดปัดเป่าทุกข์โศกและโรคภัยไข้เจ็บ เคราะห์หามยามร้ายต่างๆ ให้หมดสิ้นไป ผู้คนมากมายที่เคยร่วมพิธีก็ผ่านพ้นอุปสรรคไปด้วยดี บางคนมีโชคลาภเป็นเศรษฐีมาแล้วก็มีเยอะ ดังนั้นอย่าไปท้อถอยต่ออุปสรรคและสิ่งต่างๆ ขนาดฟ้ายังมีมืดมีสว่าง ชีวิตคนก็เหมือนกันย่อมมีดีไม่ดีปะปนกันเป็นสัจธรรม และในเทศกาลออกพรรษาที่จะถึงนี้ที่วัดก็มีพิธีตักบาตรเทโว ตักบาตรข้าวต้มลูกโยน สืบสานประเพณีอันดีงามเพื่อเป็นสิริมงคล ว่างๆ ก็เชิญทำบุญทำทานกันได้ หากเรามีพลังบุญคุ้มครอง อาถรรพณ์นกแสกร้อยตัวพันตัวร้องก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเรามีคุณพระอยู่กับตัว เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เชียว
 
นก แสก หรือ นกแฝก หรือ นกเค้าหน้าลิง เป็นนกชนิดหนึ่งในวงศ์นกเค้าแมว (Tytonidae) วงศ์ย่อย Tytoninae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tyto alba จัดเป็น 1 สายพันธุ์ในจำนวน 19 สายพันธุ์ของนกในวงศ์เค้าแมวที่พบได้ในประเทศไทย และนับเป็นนกแสกสายพันธุ์หนึ่งที่พบได้ในประเทศไทย (อีก 1 สายพันธุ์นั้นคือ นกแสกแดง)
 
นกแสก มีลักษณะใบหน้าเป็นรูปหัวใจ ตาใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของหัว คอสั้น ปีกยาว หางค่อนข้างสั้น ขาและนิ้วแข็งแรง มีขนปกคลุมแข้งเกือบถึงนิ้ว ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บ โดยกรงเล็บของนิ้วที่ 3 มีลักษณะหยักคล้ายซี่หวีทางด้านขอบด้านใน ทั้ง 2 เพศมีลักษณะเหมือนกัน แต่เพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย สีทางด้านล่างลำตัวและใต้ปีกเป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบเป็นสีขาว มีจุดลักษณะกลมรีสีน้ำตาล หรือสีเทากระจายอยู่ทั่วไป
 
ทางด้านบนลำตัวและขนปกคลุมปีกสีเหลืองทอง มีจุดสีน้ำตาลเข้มกระจายอยู่ทั่วไปเช่นเดียวกัน บริเวณใบหน้ามีสีขาว ไม่มีจุดใดๆ มีขนสีน้ำตาลเข้มเป็นขอบอยู่รอบนอก ม่านตาสีดำ ใบหน้าเป็นสีขาว ปากเรียว แหลม และจะงอยปากเป็นปากขอ ขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 1 ฟุต
 
นกแสกเป็นนกที่หากินในเวลากลางคืน โดยมากพบในถิ่นที่ใกล้กับชุมชนของมนุษย์ โดยจะอาศัยอยู่ตามสิ่งก่อสร้างที่มีความสงบ เช่น หลังคาโบสถ์ในวัดวาต่างๆ หรือบ้านร้าง, ซอกมุมตึกหรือโพรงไม้ จึงนับได้ว่าเป็นนกจำพวกนกเค้าแมวที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด ในป่าพบตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่ หรือเป็นครอบครัว ไม่ค่อยที่อยู่เป็นฝูงใหญ่
 
ในตอนกลางวันหากมีสิ่งรบกวนจะพยายามหลบไป หามุมมืดของแต่ละแหล่งที่อยู่อาศัยนั้นๆ บางครั้งก็บินไปยังที่อื่นๆ ซึ่งก็ห่างไกลพอสมควรเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงจะบินกลับมายังที่เดิม ในตอนพลบค่ำหรือตอนกลางคืน นกแสกจะมีความคล่องแคล่วว่องไวพอสมควร เมื่อเทียบกับตอนกลางวัน
 
นกแสกออกหากินในตอนกลางคืน กลับเข้ามายังที่พักอาศัยในตอนรุ่งสาง นกแสกร้องเป็นเสียงดังกังวานโดยออกเป็นเสียง “แสก-แสก” อัน เป็นที่มาของชื่อ จะได้ยินเสียงร้องเฉพาะในตอนกลางคืนเท่านั้น โดยจะร้องเพื่อเตือนนกตัวอื่นมิให้เข้ามาในอาณาเขตหาอาหารของตัว นกแสกโดยเฉพาะตัวผู้จะมีอาณาเขตหาอาหารกว้างได้ถึง 40 ตารางกิโลเมตร
 
 
 โดย อัลเบิร์ต กิ๊กก๊อก 
http://horamahawed.com

พลังจิต (Mind Power)

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

พลังจิต (Mind Power)
หมาย ถึงคลื่นความถี่ของพลังงานความคิด (Pranic Energy) ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าบวก (Proton) ไฟฟ้าลบ (Electron) ที่เกิดจากต่อมไพเนียล (Pineal Body) ที่สมองตอนบน เมื่อบุคคลคิดต่อมนี้จะสร้างคลื่นความถี่ของความคิดขึ้น
คลื่นนี้อาจจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขบวนการทางความคิด(Thinking Process) นั้น คลื่นนี้จะลอยอยู่รอบๆตัวผู้คิด เมื่อคิดถึงใคร
คลื่น นั้นจะพุ่งตรงไปยังต่อมสร้างความคิดของผู้รับนั้น ถ้าผู้รับรับคลื่นความคิดนั้นได้ จะเกิดความคิดเช่นนั้นทันที เรียกว่าเกิดการรับรู้ความคิดของผู้อื่นได้
บุคคลที่มีพลังจิตสูง
บุคคลที่มีพลังจิตสูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่าอุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ

--------------------------------------------------------------------------------
การทำงานของพลังจิต
จิต จะทำงานได้จิตต้องมีเครื่องมือคือร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมองมีหน้าที่รับคำสั่งของจิตคือ ต่อมไพเนียล (Pinial Body) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆสีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท ต่อมนี้อยู่ในส่วนกลางตอนบนของมันสมอง เมื่อต่อมไพเนียลรับคำสั่งของจิตต่อมนี้จะสร้างเป็นคลื่นความถี่ออกมา คลื่นความถี่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความคิดนั้น และจะลอยอยู่รอบๆตัวผู้คิด และคลื่นความถี่นี้จะวิ่งไปตามประสาทต่างๆทั่งร่างกายเพื่อควบคุมการทำงาน ของอวัยวะนั้นๆ พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆจะมีกระแสความถี่ต่างกันตามหน้าที่ ของอวัยวะและคนนั้นๆอีกด้วย เช่น Electron และ Protron ที่ควบคุมการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆทำให้มีการสร้างและการ ทำลายของเซลล์ได้ตามปกติ เช่น ทำลายไป 10 เซลล์ก็จะสร้างขึ้นมาทดแทนเช่นเดิม อวัยวะนั้นจะทำหน้าที่ได้ตามปกติ สร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงเป็นปกติ ร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์

คงกระพัน-ชาตรี

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

คงกระพัน-ชาตรี เป็นการทำเพื่อให้ไม่เป็นอันตรายทั้งภายนอกและภายในร่างกายจากของมีคมฟันแทงไม่เข้า เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณกาล 

ในการรบสมัยก่อนของไทยมีเฉลยศึกที่ยิง และพันแทงไม่เข้า เยอะแยะแต่ก็มีวิธีำทำลายโดยการโดนจับกดน้ำให้ตาย แม้กระทั้งในการประหารชีวิตแบบการตัดคอ ก็มีหลายครั้งที่เพชรฆาตรฟันไม่เข้า จึงต้องมีการ ใช้คาถาในการปัดเป่า ของที่อยู่ในตัวนักโทษก่อนการประหาร

ทุกวันนี้ก็ยังมีเหลือให้เราลองพิสูตรมากมายแ่ต่ก็ไม่ทราบแน่ว่าอันไหนจริงอันไหนปอลม

บุญเพ็ง หีบเหล็ก จอมไสยเวทย์ฆาตกรรม นักโทษตัดหัวคนสุดท้าย

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

ที่ผ่านๆ มาลงแต่ฆาตกรนอก วันนี้ขอลงฆาตกรไทยหน่อยแล้วกันและเป็นนักโทษรายสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย นับจากปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมาที่ตายไปโดยไม่มีศีรษะอยู่บนบ่า

หากเรียกว่า "บุญเพ็ง หีบเหล็ก" หลายคนคงจะทราบดีนะครับ ฆาตกร ฆ่าหั่นศพหญิงสาวในย่านบางลำภู ช่วง พุทธศักราช 2461
"บุญเพ็ง" พระนอกรีตที่ถูกจับสึกเพราะทำผิดวินัยสงฆ์ต่อมาตั้งตนเป็นอาจารย์ มีคาถาอาคมทำเสน่ห์เมตตามหานิยมให้ผู้ที่เชื่อในเรื่องของคุณไสย และลงมือสังหารเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคนแล้วคนเล่าเพียงเพื่อต้องการทรัพย์ สมบัติมาเป็นของตน โดยอำพรางคดีด้วยการหั่นศพใส่หีบเหล็ก และในที่สุดวิญญาณอาฆาตเหล่านั้นก็แสดงอาถรรพ์ให้ทกคนได้เห็น จนในที่สุด "บุญเพ็ง" ก็ถูกจับและศาลตัดสินประหารชีวิตด้วยการกุดหัวเป็นคนสุดท้าย เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๒ ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย

ในขณะที่ต่างประเทศได้ให้ความสนใจถึงขนาดตั้งฉายาของ"บุญเพ็ง หีบเหล็ก"ว่า
"THE MURDERESS IRON BOX "หรือฆาตกร ผู้อำพลางด้วยหีบเหล็ก

ย้อนรอยชีวิตฆาตกร
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ช่วงนั้นได้มีการประหารนักโทษสำคัญท่านหนึ่ง ซึ่งที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นว่า "บุญเพ็ง" ซึ่งก่อคดีฆ่าคน ตายหลายชีวิต และศพที่ "บุญเพ็ง" ฆ่านั้นก็ได้นำมาใส่หีบเหล็ก แล้วโยนทิ้งน้ำทุกครั้ง จนชาวบ้านขนานนามว่า 

แต่ หนุ่มบุญเพ็ง ไม่เอาไหน งานการไม่อยากทำ โดยปล่อยให้ตายาย ไปทำนาตามประสา ส่วนตัวเองกลับสนใจวิชาทางด้านไสยศาตร์เวทมนต์และ ได้ไปขอเรียนวิชาอาคม กับ ตาไปล่ สัปเหร่อวัดไผ่เคาะ ผู้มีวิชาดี ทาง กำจัดภูติผี ปีศาจ และทำเสน่ห์ยาแฝด และหมอดู บุญเพ็งเรียนจบครบหลักสูตรวิชาไสยศาตร์ประเภทมนต์ดำฝังรูปฝังรอย พร้อมวิชาหมอดู

นอกจากเขาจะมีรูปร่างอ้อนแอ้น เขายังมีกิริยานอบน้อม เจรจาพาทีไพเราะ จนสาวๆ ทั้งหลายทอดสายตาให้ วิชาที่บุญเพ็งเรียนมา เป็นวิชาที่ไม่ให้คุณใคร และตาสุก ยายเพียรตระหนักดี แกคอยห้ามปราม ต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากบุญเพ็งเท่าที่ควร
ต่อมาเขาได้เติบโตเป็นหนุ่ม ถูกตายายดุด่า ห้ามปรามไม่ให้เล่นวิชาไสยศาสตร์ เขาจึงทนไม่ไหว และมุ่งหน้าเข้าสู่บางลำภู ที่บางกอก (กรุงเทพฯ) มาตั้งสำนักหมอผี อยู่ในสวน ใกล้คลองบางลำภู เปิดสำนักดูหมอสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิต รับทำเมตตามหานิยม เสน่ห์ยาแฝด และไสยศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นมีคนมาหาแวะเวียนมากมาย

บุญเพ็งมีคนรักชอบพอมากมายเนื่องจากเป็นคนรูปร่างดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน กับอีกด้าน ก็มีคนไม่ชอบอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ศัตรูก็ไม่น้อย ที่สำนักของเขามีหีบเหล็กโบราณ อยู่ถึง ๗ ใบ ช่วงนั้นผู้หญิงได้ไปติดพัน ไปหาตอนกลางคืน และนั่งคุยจนดึกดื่น ก็ต่างตกเป็นทาสสวาทของเขาทั้งสิ้น นานวันเข้าผู้หญิงคนนั้นก็หายไปอย่างลึกลับ ไร้ร่องรอย พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไปทีละ ๑ ใบ พฤติกรรมของเขา ที่เล่นบทรักกับผู้หญิงอย่างซาดิสม์ ทารุณ จนขาดใจตาย แล้วเขาจะใช้มีดสับศพเป็นท่อนๆ ยัดใส่หีบเหล็ก นำไปทิ้งลงคลองย่านบางลำภูเพื่อทำลายหลักฐานซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่สุด เหี้ยมโหดในสมัยนั้น

ก็มีผู้หญิงคนแล้วคนเล่าที่ต้อง มาสังเวยชีวิตให้กับบุญเพ็ง คนสุดท้ายเป็นคุณนาย ที่สามีทอดทิ้ง รูปร่างดี แต่งกายทองเต็มตัว บุญเพ็งก็เสพสมแล้ว กลายเป็นขาประจำ จนกระทั่งวันหนึ่ง หญิงคนนั้นก็เกิดตั้งท้อง ยื่นคำขาดให้บุญเพ็งรับผิดชอบเป็นเมียอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งบุญเพ็งจะบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา 

ดังนั้นเขาจึงต้อง ฆ่าหญิงคนนั้นเสีย แล้วนำศพหั่นเป็นท่อน ๆ ยัดลงหีบนำไปทิ้งลงคลองอีกเช่นเคย "และเป็นหีบใบสุดท้ายที่มี" ซึ่งหลังจากนั้นเริ่มระแคะระคาย บุญเพ็งจึงลี้ภัยที่รู้ว่าจะมาหาตัว หนีไปบวชเป็นพระที่วัดแถวอยุธยา หลังจากนั้นซึ่งไม่รู้ว่าเป็น กรรมเวรอะไร ทำให้บุญเพ็งต้องสึกออกมาเพื่อแต่งงานกับผู้หญิงที่หมายปอง และคืนนั้นเองที่ ยังไม่ทันจะได้ถึงสวรรค์ ก็มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาล้อมจับไว้อย่างละม่อมในข้อหา ฆ่าคนตายอย่างเหี้ยมโหด เรื่องราวทั้งหมดสืบเนื่องมาจากได้มีชาวบ้านไปทอดแห แล้วเจอหีบทั้ง ๗ ใบ ในนั้นมีซากศพเป็นท่อน ๆ อยู่ในหีบทุกใบ จึงต้องโทษ และถูกตัดสิน โดยการประหารชีวิต เป็นการลงโทษที่หนักที่สุด ซึ่งในช่วงประหารชีวิตนั้นได้มีผู้คนมากมายมาดูการประหารชีวิต แต่ว่าไม่มีญาติของบุญเพ็งเลยสักคน แม้กระทั่งเจ้าสาวซึ่งยังไม่ทัน จะส่งตัวเข้าห้องหอ ก็ไม่มา

ในช่วงประหารชีวิตนั้นเอง เพชรฆาต รำดาบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ลงดาบอันคบกริบลงบนคอ แทนที่คอจะ ขาดเลือดพุ่งกระฉูด กลับกลายเป็นว่า คมดาบนั้นไม่ได้ระคายเคืองผิวเลย จนเพชรฆาตรพูดว่า "มึงมีอะไรดี ให้เอาออกเสียเถอะ" หลังจากนั้นเพชรฆาต ก็เอาพระเขวี้ยงทิ้งไปในกอไผ่ 

คราวนี้รำดาบใหม่ ดาบหน้ารำจนบุญเพ็งเคลิ้มเผลอ ทันใดนั้นดาบหลังฟันดัง ฉับ!!!!
คราวนี้ คอขาด หัวกระเด็น จนเลือดพุ่งกระฉูด ผู้คนที่มาดูต่างร้องวีดว้ายระงม
เพราะ................ว่าๆกันว่า ขณะที่ศีรษะถูกคมดาบของเพชรฆาตฟันฉับนั้น ในช่วงวินาทีสั้นๆ ชาวบ้านหลายคนได้เห็นมุมปากของบุญเพ็ง ขมุบขมิบเหมือนท่องคาถาอะไรสักอย่าง
ซึ่งว่ากันว่า อาจจะเป็นไพ่ตาย คุณไสย์ครั้งสุดท้ายของเขาเผื่อจะป้องกันชีวิตของเขาได้ครับ
แต่ผมว่าของดีของบุญเพ็งน่าจะเสื่อมไปนานแล้วละครับ เพราะผู้หญิงกับคุณไสย ไม่ถูกกันอยู่แล้ว ของดีเช่นคาถา อาคมของเขาจึงเสื่อมด้วยประการฉะนี้

ศพของบุญเพ็ง หีบเหล็ก ถูกนำไปฝังไว้ในป่าช้านั้นเอง จนภายหลังญาติมาจัดการเผาศพตามพิธี และกล่าวกันว่า รอยสักช่วงแผ่นหลัง ของเขา เผาไฟไม่ไหม้ ญาติเก็บกระดูกใส่เจดีย์ไว้ข้างอุโบสถ์วัด จนช่วงหลังเจดีย์ถูกรื้อออก ทางวัดภาษี จึงได้ให้ช่างปั้นรูปปั้นจำลอง ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ ตั้งไว้ในศาลเล็ก ๆ ติดกับวิหาร ซึ่งเป็นอนุสรณ์ว่า เขาเป็นนักโทษประหารคนสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิ.ย.๒๔๗๕ ศาลลุงบุญเพ็ง หีบเหล็ก ได้มีคนไปกราบไหว้บูชา เสี่ยงโชคลาง และเข้าใจว่าวิญญาณของเขายังไม่ได้ไปผุดไปเกิด จนถึงทุกวันนี้เพื่อไถ่บาป

นับว่าเขาคือ นักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการบั่นศีรษะ และบุญเพ็ง คือ ฆาตกรฆ่าหั่นศพคนแรกของเมืองสยาม

ภาพการประหารของบุญเพ็งครับ
บุญเพ็ง หีบเหล็ก บุญเพ็ง หีบเหล็ก




บุญเพ็ง หีบเหล็ก
บุญเพ็ง หีบเหล็ก

ตำนาน ดินแดนอาถรรพ์ป่าคำชะโนด ผีจ้างหนัง พญานาค เกาะลอยน้ำ

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

ป่าคำชะโนด ที่แห่งนี้คือป่าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่า ป่าคำชะโนด เป็นที่ตั้งของวัง พญานาค และ ป่าคำชะโนด เป็นป่าที่มี ต้นคำชะโนด ขึ้นอยู่แห่งเดียว ขณะเดียวกัน ป่าคำชะโนด ยังมีเรื่องเล่า ผีจ้างหนัง ทั้งนี้เรื่อง ผีจ้างหนัง จะจริงหรือไม่ ป่าคำชะโนด กำลังรอให้คุณมาพิสูจน์






 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต 

           ที่แห่งนี้คือป่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าลี้ลับ ป่าอาถรรพ์และคือป่าที่มีตำนาน ที่ชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชาวลาวให้ความนับถือ เพราะเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของเมืองนาคินทร์ และวังพญานาค ต้นตำนานแม่น้ำโขง เป็นป่าที่มีความน่าสนใจในแง่พฤกษศาสตร์ ที่โลกต้องทึ่ง!!! กับต้นคำชะโนดที่มีอายุนับหลายร้อยปี และมีอยู่ที่เดียว ณ ป่าคำชะโนด
           บนพื้นที่ราว 20 ไร่ ณ ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี คือ ที่ตั้งของ ป่าคำชะโนด ที่ตั้งตามลักษณะภูมิประเทศ เนื่องจากบริเวณนั้นมีต้นชะโนด (อยู่ในตระกูลเดียวกับปาล์ม คล้ายๆ ต้นตาล ต้นหมาก หรือไม่ก็ต้นมะพร้าว แต่สูงกว่า) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทิวชะโนดสูงเด่นเป็นสง่า ปี 2520 เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้ทำการสำรวจจำนวนต้นชะโนดในป่าแห่งนี้ มีอยู่ราว 2,000 กว่าต้น จนมาถึงปี 2544 ชาวบ้านสำรวจอีกครั้งพบว่าต้นชะโนดลดลงเหลือเพียง 1,865 ต้น ถึงกระนั้นที่นี่ยังคงความเย็นชื้นและให้บรรยากาศวังเวงเหมือนเดิม แต่ ที่น่าแปลกใจคือ หากพ้นจากดงชะโนดแห่งนี้ไป ห่างกันแค่ไม่ถึง 300 เมตร ก็ไม่มีต้นชะโนดปรากฏให้เห็นแม้แต่ต้นเดียว นี่เองจึงทำให้ผืนดินราว 20 ไร่ ถูกตั้งฉายาให้เป็นป่าแห่งชะโนดขนานแท้ 
           "เคยมีคนคิดเอาต้นชะโนดไปปลูกที่อื่นนะ แต่ไม่นานก็ต้องเอากลับมาคืนที่เดิม เพราะชีวิตการงานไม่ก้าวหน้า ชีวิตครอบครัวมีแต่ความเดือดร้อน ขนาดว่าแค่เอาเมล็ด หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นใบแห้งๆ ออกจากป่า สุดท้ายต้องเอามาคืนกันหมด" ทองอินทร์ ปักเสติ ชาวบ้านโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับป่าคำชะโนด กล่าว

           อย่างไรก็ตามผืนป่าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่เลื่องชื่อชั่วข้ามคืน เพราะเรื่องเล่า "ผีจ้างหนังที่คำชะโนด" (คนอีสานเรียก ผีบังบด หรือเมืองลับแล ไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป นอกเสียจากว่าจะมีอะไรดลใจให้เห็น) …. โดยเมื่อปี พ.ศ.2532 ธงชัย แสงชัย เจ้าของบริษัทหนังเร่ดังกล่าว ได้เล่าว่า ตนเองถูกว่าจ้างจากใครคนหนึ่งให้ไปฉายหนังกลางแปลงที่งานวัด ที่หมู่บ้านวังทอง แถวป่าคำชะโนด ด้วยจำนวนเงิน 4,000 บาท แต่มีข้อแม้คือ ต้องฉายจบแค่ตี 4 ของวันใหม่ และให้ออกจากหมู่บ้านก่อนฟ้าสาง โดยห้ามหันหลังกลับมามอง... 

           หลังจากที่วางเงินมัดจำเสร็จ เจ้าของหนังก็จัดแจงเตรียมของอุปกรณ์สัมภาระ ฟิล์มหนังที่จะนำไปฉาย ไปกับลูกน้องอีก 4 รวมเป็น 5 คน โดยขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อมีหลังคา ออกจากตัวจังหวัดบ่ายแก่ ๆ ขับรถเข้าไปแถวป่าคำชะโนดก็เริ่มมืด ยิ่งขับไปทางเส้นทางตามที่ผู้ว่าจ้างบอกก็ไม่เห็นว่าจะเจอหมู่บ้านหรือคนที่ จะมารับ จึงนึกว่าหลงกัน ระหว่างจอดรถว่าจะย้อนกลับไปดีหรือไม่ ก็มีผู้หญิง 2 คนใส่ชุดดำมาร้องเรียกว่าจะนำไปที่วัด คนขับที่เป็นเจ้าของหนังก็รับขึ้นรถ แต่แกก็สงสัยว่า 2 คนนี้โผล่มาจากไหนในที่มืดๆ อย่างนี้ พาหนะอะไรก็ไม่มี 

           เมื่อขับเข้าไปในหมู่บ้านก็ยิ่งให้ชวนสงสัยใหญ่ว่า ทำไมไม่มีเสียงลำโพงออกมาจากงานวัด ไม่มีเสียง หมอลำ หรือการละเล่นอะไรเลย พอไปถึงหมู่บ้านก็มีคนมารับ แต่ แปลกว่าทุกคนจะใส่เสื้อสีขาวกับดำ ถ้าเป็นผู้ชายใส่ชุดขาว ผู้หญิงใส่ชุดดำแยกให้เห็นชัดเจนแม้แต่เด็ก แต่ที่แปลกทุกคนจะทาหน้าขาวหมดเหมือนใช้ครีมพอกหน้า
หนังกลางแปลง

           เมื่อถึงที่แล้วทุกคนก็เริ่มตั้งจอภาพยนตร์ เดินสายไฟ และเปิดเครื่องปั่นไฟ ระหว่างที่กำลังกุลีกุจอติดตั้งก็เริ่มเห็นผู้คนทยอยมานั่งดูหนัง แต่จะแยกชายหญิงชัดเจน ไม่นั่งรวมกัน และปกติของงานวัดจะต้องมีแม่ค้าแม่ขายมาขายน้ำ ขายถั่ว ขายปลาหมึกย่าง แต่ที่นี่กลับไม่มีแม่ค้าสักคน พอติดตั้งเสร็จก็เริ่มฉายหนัง หนังที่เอาไปฉายมี 4 เรื่อง เรื่องแรกเป็นหนังสงคราม เรื่องที่ 2 เป็นหนังตลกแอ็คชั่น เรื่องที่ 3 กับ 4 เป็นหนังผี ระหว่างฉายคนพากย์ก็พยายามพากย์ยิงมุกตลกๆ แต่ไม่มีใครหัวเราะหรือแสดงอารมณ์อย่างใดเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไปฉายที่ไหน คนก็จะหัวเราะตลอด 

           จนเริ่มฉายเรื่องที่ 3 ที่เป็นหนังผี สังเกตท่าทางคนที่มาดูเริ่มตั้งใจดู ทั้งที่บรรยากาศตอนนั้นก็เที่ยงคืนดูน่ากลัวมากๆ ระหว่างนั้นทางเจ้าภาพก็จัดข้าวต้มถ้วยเล็กมาให้ทีมงานฉายหนังกินกัน ทางทีมงานเห็นแล้วก็ละเหี่ยใจ มีแต่ข้าวต้มซีดๆ กะเนื้อชิ้นเล็กๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ ทางทีมงานก็เลยกินกัน ปรากฎว่าเป็นข้าวต้มที่อร่อยที่สุดที่เคยกินกันมา หลังจากฉายหนังจบถึงตี 2 ผู้คนก็แยกย้ายกันกลับ แป๊บเดียวก็สลายไปหมด ไม่มีใครเหลืออยู่เลย ทางทีมงานก็เก็บอุปกรณ์ขึ้นรถ โดยมีผู้หญิงสองคนนั่งรถออกมาส่ง ก่อนจะร่ำลาก็จ่ายค่าจ้างที่เหลือซึ่งเป็นเงินเหรียญทั้งหมด พอออกมาส่งถึงปากซอยผู้หญิงสองคนนั้นลงจากรถ พอรถออกตัวคนขับที่เป็นเจ้าของหนังกลางแปลงหันกลับมาดูก็ไม่เห็นผู้หญิง 2 คนนั้นแล้ว 

           หลังจากกลับมาถึงบริษัท ธงชัย ก็เกิดความสงสัย จึงเช็คประวัติกับผู้ว่าจ้างที่ถ่ายเอกสารให้ตอนวางมัดจำ ก็พบตัวว่ามีชื่อนี้จริง แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เคยไปว่าจ้างใครไปฉายหนังตามวันและเวลาที่บอก เมื่อสงสัยจัดก็เลยสอบถามไปยังเจ้าอาวาสวัดที่เอาหนังไปฉาย ทางเจ้าอาวาสก็บอกว่าในวันนั้นที่วัดไม่ได้มีการจัดงานแต่อย่างใด แต่เจ้าอาวาสเล่าว่า ในคืนวันที่เจ้าของหนังมาบอกว่ามีการฉายหนัง ที่ป่าคำชะโนดจะมีเสียงซู่ๆ เหมือนกับมีพายุพัดเข้ามา ทั้งๆ ที่คืนนั้นไม่มีลมใหญ่พัดมาจากไหนเลย... (?!?)
           นอกจากจะมีเรื่องเล่าผีจ้างหนังที่ป่าคำชะโนดแล้ว ผืนป่าแห่งนี้ยังมีเรื่องน่าประหลาดอีกเรื่องคือ เวลา น้ำแล้งก็จะเห็นว่าดินเชื่อมต่อกันไม่มีอะไร แต่เวลาน้ำท่วม ที่ดินรอบๆ จะท่วมหมด แต่ปรากฏว่าป่านี้น้ำไม่ท่วม น้ำขึ้นสูงอย่างไรก็ไม่ท่วม ชาวบ้านจึงเชื่อว่า เกาะนี้ลอยน้ำได้ และเชื่อว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าที่เป็นคนทำไม่ให้ผืนป่าแห่งนี้จมน้ำ. . .
ป่าคำชะโนด
           ขณะที่ ทองอินทร์ ปักเสติ ชาวบ้านโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับป่าคำชะโนด ได้ย้อนถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในป่าคำชะโนดอีกหนึ่งเรื่องเล่าของป่า แห่งนี้ ซึ่งคนภายนอก ฟังดูอาจคิดว่าเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนกลัวกันเล่นๆ สำหรับชาวบ้านที่อยู่มานานนมกลับเชื่อสนิทใจ ไม่ใช่นิทานปรัมปรา หรือนิยายประโลมโลก แต่นั่นคือแรงศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อป่าอันลี้ลับและเต็มไปด้วยเรื่องเล่ามาก มาย … 
           เดิมทีคนท้องถิ่นจะเรียกที่นี่ว่า "วังนาคินทร์คำชะโนด" ที่มาก็คือมีบ่อน้ำอยู่กลางดงชะโนด เป็นบ่อน้ำขนาดเล็กๆ แต่กลับมีน้ำซึมออกมาตามธรรมชาติตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าบ่อน้ำประทานมาให้โดยพญานาคที่อาศัยอยู่ในบริเวณผืน ป่า สำหรับบ่อน้ำในป่าคำชะโนด ว่ากันว่าเป็นบ่อน้ำที่ความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ชาวบ้านเชื่อกันอย่างนั้น มีหลายคนเคยลองอธิษฐานตรงหน้าบ่อน้ำก็ได้ตามประสงค์ บางคนเจ็บป่วยไปดื่มหรืออาบโรคร้ายก็หายเป็นปลิดทิ้ง สร้างความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก แต่นั่นไม่ใช่ทุกคน อยู่ที่ความเชื่อมีมากน้อยแค่ไหน หลายคนไม่เชื่อแถมยังลบหลู่ ตักน้ำจากบ่อแล้วนำมาล้างเท้าแทนที่จะหายป่วยไข้กลับทุกข์ทรมานซ้ำหนักกว่า เดิม 

           เช่นเดียวกับใครที่อยากจะเข้าไปสัมผัสป่าลี้ลับคำชะโนดก็ต้องสำรวมและปฏิบัติตามข้อห้ามอื่นๆ เป็นต้นว่า ห้ามใส่รองเท้าทั่วทั้งบริเวณป่า หมวก แว่นตา ร่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ห้ามเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้คือการดูถูกดูหมิ่นต่อผู้ปกปักรักษาผืนดิน 
           "แต่ก่อนห้ามใส่เสื้อสีแดงด้วย ไม่ได้เลยนะ ใครใส่เข้ามานี่เป็นเรื่อง อยู่ไม่ได้นานหรอก ต้องรีบออกไป ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนท่านไม่ชอบ แต่พอหลวงปู่ (หลวงตาคำ สิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธ วัดละแวกป่าคำชะโนด) ได้ทำพิธีขอยกเว้นตอนหลังก็ใส่ได้" ทองหล่อ ตลิ่งชัน กำนันตำบลวังทอง กล่าว 

           ความเชื่อเรื่องพญานาคของคนที่นี่นั้นอาจไม่แตกต่างจากชาวหนองคายที่เชื่อ ว่าพญานาคมีจริง บั้งไฟพญานาคเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแห่งเมืองบาดาล ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ธรรมดาเหมือนเมื่อครั้งถูกนำเสนอผ่านหนัง รวมถึงสื่อทีวีบางช่องเมื่อหลายปีก่อนโน้น ชาวบ้านละแวกป่าคำชะโนดก็คล้ายกัน พวก เขาสร้างทางเดินที่เชื่อมจากโลกภายนอกกับผืนป่าอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ด้วย รูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร นอนเลื้อยยาวไปจนสุดทางเดินราว 300 เมตร เพื่อสะท้อนถึงพลังอำนาจและบารมีของพญานาคราช 
           กระทั่งในวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านก็มีความเชื่อว่าเป็นวันที่พญานาคจะขึ้นมาหายใจ ดวงไฟสีแดงที่ผุดกลางบ่อน้ำแล้วลอยขึ้นท้องฟ้า (คล้ายๆ กับบั้งไฟพญานาคผุดกลางลำน้ำโขงที่ จ.หนองคาย) นั่นละคือ ลมหายใจพญานาค โดยชาวบ้านเชื่อว่าใครเห็นจะเป็นบุญของชีวิตเลยทีเดียว

           ป่าคำชะโนด... ยังมีเรื่องเล่าอีกนับไม่ถ้วน ทั้งที่สร้างความรู้สึกชวนขนหัวลุก และตื่นเต้นเสียวสันหลัง เชื่อหรือไม่เชื่อนั้นแล้วแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล หรือคุณจะลองไปพิสูจน์...?

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 

ปรากฏการณ์เห็นผี 10อย่าง

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

ปรากฏการณ์ที่ 1: เยื่อกระจกตาคนตาย ...ถ้าชีวิตของคุณตกอยู่ในโลกที่มืดมิด และกำลังเสาะหาแสงสว่าง... สำหรับ หญิงสาวตาบอดที่เฝ้าฝันถึงโลกที่สวยงาม การมองเห็นเฉกเช่นคนอื่น ย่อมเป็นความปรารถนาที่เฝ้าคอย เพียงทว่าควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า การเลือกมองโลกผ่านมุมมองของคนที่ไม่รู้จัก จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันอาจทำให้คุณได้เห็นและสัมผัสกับสิ่งที่คุณไม่อยากเจอเลยทั้งชีวิต

คำเตือน: เมื่อโลกแห่งวิญญาณที่ผ่านนัยน์ตาของคุณถูกเปิดแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะหันหลังกลับ

ปรากฏการณ์ที่ 2: คนท้องเห็นผี ...การเกิด และการตายคือ 2 สิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ชั่วนิรันดร์… มี หลายเหตุผลที่หลายคนไม่เคยล่วงรู้ สาเหตุของการดิ้นของลูกน้อย ลูกเตะ สำหรับมารดาที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์นำมาซึ่งปัจจัยในการเชื่อมโยง ระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่กำลังตั้งท้องและคิดฆ่าตัวตาย

คำเตือน : สำหรับสาวใจแตกที่ตั้งท้องและกำลังคิดสั้นด้วยการกินยาเกินขนาด



ปรากฏการณ์ที่ 3 : ผีถ้วยแก้ว ...หากบ้านของคุณมีผีมากกว่าหนึ่งตน มีอยู่ที่หนึ่งที่พวกมันจะไปอยู่รวมกัน... แม้ ว่าผีที่อยู่ในถ้วยมักมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น แต่ส่วนใหญ่มักชอบความสันโดษ แต่ผีไม่ได้สิงในถ้วยทุกใบ หากใบไหนมีผีสิงอยู่ ระหว่างมันออกหากิน ให้คว่ำถ้วยใบนั้นบนจานรองเสีย เพื่อที่มันจะได้กลับเข้ามาไม่ได้ วิญญาณประเภทนี้สามารถรับรู้ถึงการปรากฏตัวของคนผ่านรอยสัมผัสถ้วย หรือบางครั้งก็ในรูปของคราบที่ถูกทิ้งไว้บนใบชา หรือคราบกาแฟ หากอยากรู้ถึงโชคชะตาให้จับคู่ถ้วยกับชามให้ถูกต้อง การที่จะได้พบพวกมัน คุณต้องพยายามสอดส่ายตอนที่ไล่มันออกจากถ้วย ผีมักจะทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงที่สิงสู่ และมักจะได้เห็นรอยแผลที่แสดงให้เห็นอยู่เสมอ

คำเตือน : ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้เก็บรักษาถ้วยและชามที่เข้าชุดอย่างน้อยหนึ่งชุดไว้ในบ้านเสมอ

ปรากฏการณ์ที่ 4: เสียงเรียกตอนอาหารมื้อดึก ...อาหาร เป็นของสำหรับสิ่งมีชีวิต ดังนั้นผีจึงไม่สามารถกินอาหารได้ แต่ถ้าพวกมันลืมไปว่าสถานะของพวกมันคืออะไร พวกมันก็จะต้องตายเพราะความหิวโหย... คน ที่ชะตาไม่ถึงฆาตมักมีความสับสน จริงอยู่พวกมันอาจสำเหนียกว่าร่างกายดับสูญไปแล้ว แต่พวกมันก็ยังไม่สามารถรับได้ว่า ตนเองตายไปแล้วจริงๆ หากอยากมองเห็นวิญญาณพวกนี้ ให้นำอาหารไปวางไว้บริเวณจุดที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ หรือบริเวณทางแยกที่เป็นทาง 3-4 แพร่ง หลังจากให้อาหารแล้วก็ให้เคาะหม้ออาหารด้วยช้อนส้อมหรือตะเกียบ เสียงดังกล่าวจะทำให้วิญญาณตายโหงเหล่านั้นนึกว่าได้เวลาที่จะต้องกินอาหาร แล้ว

คำเตือน : อย่าหยุดเคาะช้อนส้อมหรือตะเกียบจนกว่าอาหารจะหมดไปจากจาน


ปรากฏการณ์ที่ 5 : เล่นซ่อนหา ...กำลังมองหาที่ซ่อนที่ไม่มีใครหาเจออยู่ใช่ไหม ลองหลบอยู่หลังวิญญาณดูสิ… ผี ที่ยังตัดความเป็นคนไม่ขาดมักชอบสังเกตอะไรรอบตัวเสมอ แม้ว่ารายการทีวียามดึก หรือการเล่นไพ่คือ สองสิ่งที่พวกมันโปรดปราน แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เทียบเท่ากับการเล่นซ่อนหา การเล่นเกมแบบนี้ในสวนสาธารณะตอนกลางคืน ถ้าให้ดีลองเล่นในบริเวณสุสานดูซิ มักมีผีขี้เล่นเข้ามาร่วมสนุกอยู่เสมอ โดยพวกมันมักจะช่วยบังผู้เล่นคนใดคนหนึ่งไว้ วิญญาณพวกนี้จะบังไม่ให้คนซ่อนได้เห็นภาพเบื้องหน้า หากไม่มีแมวดำผ่านเข้ามา คุณก็จะไม่เห็นอะไรอีกต่อไป

คำเตือน : ให้สวมนาฬิกาข้อมือทุกครั้งที่เล่นเกมนี้

ปรากฏการณ์ที่ 6: ดินฝังศพป้ายตา ….การจะได้เห็นวิญญาณกับตา คุณต้องหาดินที่ฝังร่างพวกมันให้ได้เสียก่อน… ดิน มักจะซึมซับเอาวิญญาณของศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ ดินที่อยู่ลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซึมซับวิญญาณมากเท่านั้น ดินที่สกปรก หากป้ายดินดังกล่าวที่บริเวณตา จะทำให้เห็นว่าผีกำลังทำอะไรอยู่ จงอย่าทำอย่างที่ว่าบริเวณที่ผีชุมนุมกันอยู่ เพราะพวกมันจะพาคุณไปอยู่กับมัน

คำเตือน : ให้อยู่ห่างจากแสงสีขาวสว่างจ้าเอาไว้

ปรากฏการณ์ที่ 7 : เงามืดในกระจก ...บางครั้งมันก็อยู่ใกล้ตัว กว่าที่คุณคิด เงามืดผ่านกระจก ยามเที่ยงคืน เสียงนาฬิกาดังตี 12 ครั้งพึงจำไว้ว่า ถึงเวลาที่ใครบางคนรอพบคุณอยู่ เพียงหยิบหวีที่คุ้นเคย นั่งลงตรงหน้ากระจกปิดไฟให้มืดมิด จุดเทียนให้เห็นความสว่างเพียงรำไร จ้องมองตัวเองที่หน้ากระจก แล้วเริ่มต้นหวีผม จับตาดูให้ดีบางสิ่งบางอย่างจ้องมองมาที่คุณผ่านเงาสะท้อนมืดก็จะเห็นผี ผ่านกระจก

คำเตือน : อย่าแปลกใจที่ในกระจกอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคุ้นเคย

ปรากฏการณ์ที่ 8 : เงามรณะ ...ข้อห้ามบางอย่างพึงจำไว้ อาจมาจากประสบการณ์ที่ปราศจากลมหายใจ.. เงา ทุกเงาล้วนมีที่มา เฉกเช่กในระหว่างที่คุณเดินทาง หรืออยู่แห่งหนใดภายใต้ชายคา หรืออาคาร ระวังให้ดีถ้ามีร่มอยู่ในมือ คนไม่เชื่อหลายคนล้วนอาจประสบการณ์สยองมาแล้ว จากความคะนองกางร่มในมืด เงามรณะจะถามหาและติดตามคุณไปตลอดกาล

คำเตือน : สัมผัสสยองที่ไม่เกี่ยงเพศ และวัย ถ้าใจไม่แข็งอย่าลอง

ปรากฏการณ์ที่ 9 : หว่างขา …คือ ช่องทางจากโลกนี้สู่อีกโลกหนึ่ง...โลกของคนตาย คน เราอาจจำไม่ได้แล้วว่าเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้อย่างไร แต่แน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าตัวเองเองออกมาจากหว่างขาแม่ของเรา หากอยากมองเห็นโลกอีกโลกหนึ่งให้ลองก้มมองลอดหว่างขาตัวเองดู แต่อย่ามองนาน จนคนในอีกโลกที่เราเห็นรู้ตัวเข้า เพราะคุณอาจถูกลากเข้าไปในโลกของมันเพื่อเกิดใหม่

คำเตือน : ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องระวัง ยกเว้นเฉพาะคนท้อง


ปรากฏการณ์ที่ 10 : ชุดงานศพ …ลองสวมชุดคนตาย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตายดูซิ แล้วลองกลั้นลมหายใจดู การเดินทางสู่ปรโลกจักเริ่มต้น … หากอยาก รู้ว่าภพหน้าเป็นอย่างไร ก็ลองจัดงานศพปลอมๆ ให้ตัวเองด้วยการขอยืมโลงศพจากคนตายที่รอฌาปนกิจมาลองนอนดู จงอย่าลืมนำเหรียญติดตัวไปด้วยหลายๆ เหรียญ เพราะการลองทำเช่นนั้นคุณจะต้องจ่ายด้วยอะไรบางอย่าง

เรื่องแปลกลึกลับใน ประวัติศาสตร์

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

เรื่องลึกลับ  
ในประวัติศาสตร์มีเรื่องน่าสงสัยอยู่มากมาย เวลาดูดิสคัฟเวอรี่ แชนเนล หรืออ่านเนชั่นแนล จีโอกราฟิค จะแปลกใจเสมอว่ามนุษย์เราช่างสร้างสรรค์จัง และที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าก็คือนักโบราณคดีที่คอยหาคำตอบให้กับสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่อาจรู้
เป็นเรื่องน่าทึ่งกับมัมมี่อายุหลายพันปีที่ไม่เน่า เปื่อย หรือแม้แต่เรื่องของอารยธรรมมายาที่เคยรุ่งเรืองแต่กลับเสื่อมสลายไปเงียบ ๆ เวลาดูแล้วทำให้สงสัยว่าทำไมพวกเขาหาคำตอบได้เก่งขนาดนี้ จะมีไหม?? อารยธรรมหรืออะไรก็ตามในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์จะหาคำตอบไม่ได้...

อะไรที่ยังคงเป็นเรื่องลึกลับตลอดกาล.... อ่านบทความนี้แล้วได้คำตอบนั้นแล้วล่ะ

น้องคนไหนอยากรู้ว่าอะไรที่ไม่เคยเปิดเผย อะไรที่ยังคงเป็นความลับของประวัติศาสตร์ ตามมาได้เลยจ้า

10. Rongorongo
ถูก เรียกว่าเป็นเกาะลึกลับฝั่งตะวันออก Rongorongo เคยเป็นแคว้นที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ ไม่มีเพื่อนบ้าน และไม่มีภาษาเขียน ดินแดนแห่งนี้เชื่อว่าเจริญมากในยุค 1700 s
และเพราะไม่มีภาษาเขียน จึงไม่มีใครหยั่งรู้ว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาอยู่กันอย่างไร


9. Helike เมืองที่หายไป
กวี ชาวกรีกที่โด่งดัง Pausanias บันทึกไว้ว่า เมืองที่ชื่อ Helike ถูกแผ่นดินไหวก่อน ทำให้กลายเป็นเมืองร้าง แล้วตามด้วยสึนามิรุนแรงที่กวาดทุกอย่างพินาศเกินกว่าจะแก้ไข
พวกอาร์เค เดียนพยายามบูชาเทพแห่งทะเลอย่างโปไซดอนหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีใครพบเมืองแห่งนี้อีกเลยจนปี 1861 นักโบราณคดีได้พบเหรียญบรอนซ์ที่เชื่อกันว่ามาจากเมือง Helike และในปี 2001 พวกเขาได้พบรากของเมือง Helike ใต้แอตแลนติส


8. The Bog Bodies
แม้แต่ CSI ยังยอมแพ้กับการสืบเรื่อง Bog Bodies
ได้มีการค้นพบศพกว่าร้อยแถบด้านเหนือของยุโรป ล้วนเป็นศพที่ถูกรักษาอย่างดี
บางศพมีอายุถึง 2,000 ปี ทุกศพถูกจัดด้วยท่าทางคล้ายกำลังพยากรณ์อะไรบางอย่าง
ท่าทางเช่นนั้นทำให้คนเชื่อกันว่าพวกเขาถูกจับมาบูชายัญ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าคืออะไรกันแน่???


7. ความพ่ายแพ้ของจักรพรรดิ Minoans
นักประวัติศาสตร์ล้วนแล้วแต่สงสัยว่าอะไรทำให้จักรวรรดิโรมันต้องแตก
และอะไรทำให้จักรพรรดิ Minoans สูญเสียอาณาจักรของพระองค์
เชื่อกันว่าในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรพรรดิ ได้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ
ผลการตรวจสอบผืนดินบริเวณนั้น ทำให้นักโบราณคดีคาดเดาว่า
การระเบิดครั้งใหญ่ทำให้อาณาจักรต้องล่มสลายลง


6. The Carnac Stones
ถ้าเชื่อว่าสโตนเฮ้นจ์ยิ่งใหญ่แล้ว อนุสรณ์ Carnac Stone ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ที่ชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศฝรั่งเศส
เต็มไปด้วยหินกว่า 3,000 ก้อนเรียงรายกันเป็นระยะทางถึง 12 กิโลเมตร
จากความเชื่อท้องถิ่น เชื่อกันว่าหินนี้มีประวัติศาสตร์สัมพันธ์กับพ่อมดเมอร์ลิน
ส่วนหลักฐานจากนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาหินนี้มากว่า 30 ปี พวกเขาคาดเดาว่า
หินเหล่านี้น่าจะไว้ใช้จับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่เรื่องคนสร้างนั้น ไม่มีใครรู้


5. ใครคือโรบิน ฮู้ด
ตำนานน่าสนใจของป่าเชอร์วู้ด กษัตริย์ร้าย ๆ และดาบศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ค่อยแน่ใจว่ามีโรบิน ฮู้ด ตัวจริงหรือไม่ ความเป็นไปได้น่ะมีอยู่
แต่ก็ยังไม่มีใครหาหลุมฝังศพของวีรบุรุษสุดเท่คนนี้พบเสียที
หรือว่ามันจะเป็นแค่ตำนานกันนะ


4. กองทัพที่หายไปของชาวโรมัน
หลังจากกองทัพของเครซซุสแห่งโรมันพ่ายแพ้ต่อพวก Parthians
สิ่งที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ ๆ พวกเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และอีก 17 ปีต่อมา
นักประวัติศาสตร์ชาวจีนได้บันทึกเรื่องราวของกองทัพประหลาดที่คล้ายกับทหารโรมัน
ที่อยู่ ๆ ก็ปรากฏตัวที่ทะเลทรายโกบี จากการตรวจสอบดีเอ็นเอของแพทย์ยุคปัจจุบัน
พวกเขาพบว่าดีเอ็นเอเหล่านั้นไม่ใช่ของชาวจีน แต่เป็นของชนต่างชาติ ผิวขาว ผมทอง และนัยน์ตาสีเขียว
และมันคืออะไรกันแน่


3. The Voynich Manuscript
The Voynich manuscript คือชื่อของหนังสือที่อ่านยากที่สุดในโลก
มีอายุ 500 ปี และถูกค้นพบที่ห้องสมุดเก่าแก่ของโรม มีทั้งหมด 240 หน้า
เขียนเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ และยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้
จากการคาดเดา เชื่อกันว่ามันเป็นหนังสือกฎหมาย...


2. The Tarim Mummies
จากการตรวจสอบบริเวณตะวันตกของประเทศจีน โดย Tarim Basin นักโบราณคดี
เขาได้พบมัมมี่กว่า 100 ตัว ที่มีอายุถึงกว่า 2,000 ปี ในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นมัมมี่ชาวจีน
แต่ต่อมาเมื่อศาสตราจารย์ Victor Mair ได้ตรวจสอบดีเอ็นเอของเหล่ามัมมี่
ผลที่ออกมากลับกลายเป็นว่าพวกมัมมี่มีดีเอ็นเอของชาวยุโรป
ดังนั้น จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมคนยุโรปมาลงเอยเป็นมัมมี่อยู่ที่จีนได้...


1. การหายไปของอารยธรรม Indus Valley
Indus Valley คืออารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย
เชื่อกันว่าแพร่หลายจากอินเดียตะวันตกไปจนถึงอัฟกานิสถานเลยทีเดียว
มีประชากรในชุมชนอยู่ถึง 5 ล้าน และเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าอารยธรรมไหน ๆ
เมื่อนักโบราณคดีมาพบ พวกเขาประทับใจอารยธรรมนี้มาก แต่ที่น่าแปลกใจคือ...
ไม่มีใครระบุได้เลยว่าอารยธรรมสิ้นสุดที่ไหน อย่างไร ไม่มีหลักฐานของการสู้รบใด ๆ
อารยธรรมแห่งนี้เพียงแต่สูญสลายไปอย่างนั้นหรือ? ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้เลย....

เหนื่อย พอแล้ว
credit : http://www.vcharkarn.com/varticle/34053

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

 
เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และ สาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า สาหร่ายซากัสซั่ม โดยสาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรืออย่างยิ่ง และเหตุ เหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณที่เคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
      
  ท้องทะลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด - เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็นครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้า ไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือต่อไปอีกนาน อาณา
   
เขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของทะเลซากัสโซ คือ
ภูเขาทะเล
ดย ภูเขาทะเลก็คือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำเล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธใดๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ บ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้างก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์
         เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนก็คือ เรือจะถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่ ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป พวกเหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่ บรรทุกอยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่ายจำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็น พวกฟินีเชียนและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ ก็เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ตแลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ปรากฏคือ รอยแกะสลักบนแผ่นหินของพวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่า
   เหนือ ท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มีแรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วย
   สาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือทั้งหลายให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งก็ตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาด
   มหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมันก็ว่ายน้ำ เข้ามาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา
   
   
เรือ กูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตรายมาได้
   ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
           สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และ จากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณา บริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า ก็หา สาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่
           เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุก
   
รายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า
ไม่ สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้
   
   เครื่องบินแบบเดียวกับเครื่องบินทั้ง 5 ลำ ของฝูงบินที่ 19 ที่หายสาบสูญไปทั้งฝูง พร้อมทั้งชีวิตนักบินและพลเรือนประจำ
   เครื่องรวม 14 นาย ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1945
   
   เครื่องบินแบบ kc 135 ของกองทัพอากาศสหรัฐได้หายไป 2 เครื่องในเวลาเดียวกันเมื่อเดิน สิงหาคม 1963
           อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังคงเกิดขึ้น เรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้รับรายงานการสูญหาย หน่วยยามฝั่งที่เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออ แต่ก็ประสบความ ล้มเหลวที่จะพบพยานหลักฐานซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง และในที่สุดกองทัพเรือสหรัฐก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใดๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้งๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยา-
   ยามจะปกปิด เรื่อราว เหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่างๆ และเชื่อว่า จะต้องมีแรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้มีข่าวรายงานว่ามีนักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของสาม -
   เหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือฮากันใหญ่ในขณะนี้
แต่อย่างไรก็ดีจวบจนกระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใดที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับ และความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้
   วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหลักการ
           ใน บางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหาบสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบิน ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม มีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง
           ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและ -
   แหล่งหินประการัง
มีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วย -กระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่างๆ นี้ พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทาง ทำให้ปลาที่ว่ายวนอยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วย กำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตราย ต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วยคนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว
           อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่ง เกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบิน ให้จมลงสู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยาก พายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็นเกลียวสูงนับร้อยๆ ฟุตกลางอากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ ก็เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมา ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีความสูงร่วมร้อยฟุตเลยที่เดียว
           ปรากฏารณ์อย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ คือ รผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใด ที่เรียกกันว่า "แค๊ท (Cat - clear air turbulenec)" โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเน หรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะภูมิอากาศ โดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศ สาเหตุของปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลมพัดแรงและรวดเร็ว จะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่าย แต่อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้น จะต้องไม่ใช่สาเหตุการหายสาบสูญ ของเครื่องบินทุกลำใน-บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่ เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่างๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบ แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไป
           การแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับ และเข็มทิศประจำเครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทร ได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบาย-หรือทราบสาเหตุของมันได้
  
   ข้อมูลโดย http://www.thamwebsite.com/
  

ตะลึง นักวิทย์นาซาพบ ซากฟอสซิสหนอนต่างดาว จากหินอุกกาบาต

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดร.ริชาร์ด ฮูเวอร์ ได้เปิดเผยว่า เขาได้ค้นพบซากฟอสซิลหนอนต่างดาวขนาดจุลภาคจากหินอุกกาบาต 3 จำนวน ซากฟอลซิลเหล่านี้ เป็นอุกกาบาตที่ตกในบริเวณขั้วโลกใต้ ไซบีเรีย และอลาสก้า โดยซอสฟิลเหล่านี้มีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงเชื้อโรคแบคทีเรียตระกูล cyanobacteria ของซากฟอสซิลของสิ่งที่มีชีวิตนอกโลก และว่า การค้นพบนี้ชี้ว่า สิ่งมีชีวิตมีมากกว่าที่โลกของเราได้จำกัดขอบเขตเอาไว้

รายงาน ระบุว่า ในการค้นพบดังกล่าว ดร.ริชาร์ด ระบุว่า เขาได้พบซากฟอสซิลหลายซาก หลังจากอุกกาตหลายชิ้นเกิดการแตกตัว ในห้องทดลอง และต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีศักยภาพในการฉายส่องสูง และว่า หนอนต่างดาวเหล่านี้อาจมีความเกี่ยวพันกับสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปบนโลกด้วย

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า การค้นพบของเขาได้สร้างทฤษฎีว่า สิ่งมีชีวิตบนโลก มาจากซากอุกกาบาต และดาวหาง ที่กระทบยังโลก

ด้าน นาซ่า ยังไม่ได้ออกมาแสดงทัศนะใด ๆ ต่อการเปิดเผยนี้ ขณะที่ผู้อำนวยการศูนย์ชีวดาราศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ระบุว่า ดร.ฮูเวอร์ ได้เสนอหลักฐานชัดเจนแก่โลกว่า พวกเราล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตนอกโลก และชีวิตเป็นปรากฎการณ์แห่งจักรวาล



ที่มา มติชน

ระทึก!พบศพเอเลี่ยนยูเอฟโอตกที่รัสเซีย

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

ชาวรัสเซียถ่ายคลิป พบศพ 'มนุษย์ต่างดาว' นอนตายในกองหิมะ ทางตอนใต้ของไซบีเรีย สอดคล้องกับรายงาน 'ยูเอฟโอ' ตกเมื่อเดือนที่แล้ว...

สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 20 เม.ย. อ้างจากภาพที่ปรากฏว่า กลุ่มชาวรัสเซียพบร่างเสียชีวิตของมนุษย์ต่างดาว หรือ เอเลี่ยน นอนตายในกองหิมะ ที่แคว้นอีร์คุตสค์ ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ทั้งนี้ ข่าวประหลาดดังกล่าว สอดคล้องกับรายงานจานผียูเอฟโอ ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อเดือนที่แล้วด้วยเช่นกัน

สำหรับร่างของสิ่งมี ชีวิตที่เชื่อว่ามาจากต่างดาวนั้น ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสแขนขาข้างหนึ่งขาด ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่อ้างว่า เห็นวัตถุเปล่งแสงสีชมพูและฟ้า พุ่งตรงมาทางเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้าการพบร่างเอเลี่ยน
รายงาน การพบสุดแสนประหลาดครั้งนี้ ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กระทรวงฉุกเฉินแห่งชาติ แต่ไม่มีระบุว่าพบอากาศยานบินในพื้นที่ รวมถึงทีมค้นหาและทีมกู้ภัย ไม่พบร่องรอยอุบัติเหตุอากาศยานบินตกแต่อย่างใด
นอกจากนี้ คลิปวีดิโอการพบร่างเสียชีวิตของเอเลี่ยนครั้งนี้ กำลังได้รับความนิยมจากเว็บไซต์แบ่งปันวีดิโอ 'ยูทูบ' แต่ก็มีผู้ตั้งสังเกตว่าเป็นร่างที่ถูกทำขึ้น ไม่ใช่ของจริงตามที่กล่าวอ้าง.


ที่มา ไทยรัฐ

อัศจรรย์แห่งพระเกจิ สังขารไม่เน่า

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,


ในประเทศไทย ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา มีพระอริยสงฆ์มากมาย จึงเกิดปาฏิหาริย์ สรีระของพระคุณเจ้าจำนวนมาก ไม่เน่าสลายไปตามกาลเวลา
เฉพาะในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา มี จำนวนนับเป็นร้อยๆ รูป







ดังจะยกตัวอย่างเช่น

 
1 .หลวงพ่อสิงห์ วัดแก้วโกรวาราม กระบี่
2. หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
3. หลวงพ่อทอง วัดราชโยธา กรุงเทพฯ
4. หลวงพ่อนพ ภูวริ วัดมหาพฤฒาราม กรุงเทพฯ
5. หลวงพ่อโพธิ์แจ้ง วัดโพธิ์แมน กรุงเทพฯ
6. หลวงพ่อวงศ์ วัดปริวาส กรุงเทพฯ
7. หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
8. หลวงพ่อชื่น วัดถำ้เสือ กาญจนบุรี
9. หลวงพ่อนารถ วัดศรีโลหะฯ กาญจนบุรี
10. หลวงพ่อแบน วัดมโนธรรมการาม(วัดนางโน) กาญจนบุรี
11. หลวงพ่อสัมฤทธิ์วัดถ้ำแฝด กาญจนบุรี
12. หลวงพ่อสาย วัดท่าขนุน กาญจนบุรี
13. หลวงพ่อโหพัฒน์ โรงเจชุ่นเทียนติ้ว หลังตลาดท่าเรือ กาญจนบุรี
14. หลวงพ่ออุตตมะ วัดสังขละ กาญจนบุรี
15. หลวงพ่อทรัพย์ วัดบ้านงิ้ว ชลบุรี
16. หลวงพ่อเริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ ชลบุรี
17. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ชัยนาท
18. หลวงพ่อนิพนธ์ อัตถกาโม วัดจั่นเจริญศรี อ.สรรค์บุรี ชัยนาท
19. หลวงพ่อเย็น วัดสระเปรียญ ชัยนาท
20. หลวงปู่สงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร
21. หลวงพ่อคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน ชุมพร
22. หลวงพ่อเปียก วัดนาสร้าง อ.ท่าแซะ ชุมพร
23. หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร
24. หลวงพ่อไสย์ วัดเทพเจริญ ชุมพร
25 ครูบา ธรรมชัย วัดทุ่งหลวง เชียงใหม่
26 ครูบา กองแก้ว วัดต้นยางหลวง เชียงใหม่
27 ครูบา ธรรมชัย วัดท่งหลวง เชียงใหม่
28 ครูบา อินสม วัดทุ่งน้อย ต.บ้านโป่ง อ.พร้าว เชียงใหม่
29 หลวงพ่อ น้อย วัดบ้านปง อ.แม่แตง เชียงใหม่
30 หลวงพ่อ หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง อ.สันกำแพง เชียงใหม่
31 หลวงพ่อ อิน อินโท วัดฟ้าหลั่ง - วัดทุ่งปุย เชียงใหม่
32 หลวงพ่อ น้อย วัดธรรมศาลา นครปฐม
33 หลวงพ่อ เปิ่น วัดบางพระ นครปฐม
34 หลวงพ่อ พูล วัดไผ่ล้อม นครปฐม
35 หลวงพ่อ หล่วงพ่อเพิ่ม วัดกลางบางแก้ว นครปฐม
36 หลวงพ่อ ไสว วัดปรีดาราม นครปฐม
37 หลวงพ่อ เงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม นครปฐม แต่สงสัยว่าจะเผาไปแล้ว
38 หลวงพ่อ แจ้ง วัดใหม่สุนทร นครราชสีมา
39 หลวงพ่อ นิล อิสสโร วัดครบุรี นครราชสีมา
40 หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย วัดป่าสารวัล นครราชสีมา
41 หล่วงพ่อ เขียว วัดหรงบน อ.ปากพนัง นครศรธรรมราช
42 หลวงพ่อ เกลื่อม ฐานิสสโดร วัดคคาวดี ต.ปากแพรก อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช
43 หลวงพ่อ คล้าย วาจาศิษย์ วัดสวนขัน นครศรีธรรมราช
44 หลวงพ่อ คลิ้ง วัดถลุงทอง นครศรีธรรมราช
45 หลวงพ่อ มุ่ย วัดป่าระกำเหนือ นครศรีธรรมราช
46 หลวงปู่ สี วัดถ้ำเขาบุนนาค นครสวรรค์
47 หลวงปู่ พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์
48 หลวงพ่อ กัน วัดเขาแก้ว นครสวรรค์
49 หลวงพ่อ พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์
50 หลวงพ่อ สมควร วัดถือน้ำ นครสวรรค์
51 หลวงพ่อ อินทร์ วัดเกาะหงส์ นครสวรรค์
52 หลวงพ่อ ทอง วัดถ้ำทอง ต.ชอนเดื่อ อ.ตาคลี นครสวรรค์
53 หลวงพ่อ สี วัดถ้ำเขาบุนนาค อ.ตาคลี นครสวรรค์
54 หลวงพ่อ เมฆ วัดลำกระดาน นนทบุรี
55 หลวงพ่อ สาย วัดบางรักใหญ่ บางบัวทอง นนทบุรี
56 หลวงพ่อ แดง วัดเชิงเขา นราธิวาส
57 หลวงพ่อ แดง วัดทองดีประชาราม สุไหงโก-ลก นราธิวาส
58 หลวงพ่อ อิง สำนักปฏิบัติธรรมคงคำโคกทม บุรีรัมย์
59 หลวงพ่อ ยวง วัดทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์
60 หลวงพ่อ แหวง วัดคึกคัก พังงา
61 หลวงพ่อ แก้ว วัดโคกโดน อ.ควนขนุน พัทลุง
62 หลวงพ่อ นำ วัดดอนศาลา พัทลุง
63 หลวงพ่อ พันธ์ วัดบางสะพาน อ.วังทอง พิษณุโลก
64 หลวงพ่อ ยี วัดดงตาก้อนทอง พิษณุโลก ไม่รู้เผาไปหรือยัง
65 หลวงพ่อ ทบ วัดช้างเผือก เพชบูรณ์
66 หลวงพ่อ จ่าง วัดเขื่อนเพชร เพชรบุรี
67 หลวงพ่อ แดง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
68 หลวงพ่อ กัสสปมุนี วัดปิปผลิวนาราม ระยอง
69 หลวงพ่อ โอ๊ด วัดโกสินาราย อ.บ้านโป่ง ราชบุรี
70 หลวงพ่อ บุญเหลือ วัดเขาตะกร้าทอง ลพบุรี
71 หลวงพ่อ เภา วัดเขาวงกต ลพบุรี
72 หลวง คง วัดเขาสมโภชน์ ลพบุรี
73 หลวงพ่อ เจริญ ติสสวัณโณ วัดเขาวงกต ต.สนามแจง อ.บ้านหมี่ ลพบุรี
74 หลวงพ่อ บุญมี วัดเขาสมอคอน ลพบุรี
75 หลวงพ่อ บุญเหลือ วัดเขาตะกร้าทอง ลพบุรี
76 หลวงพ่อ เภา วัดเขาวงกต อ.บ้านหมี่ ลพบุรี
77 หลวงพ่อ หิน อาโสโก วัดหนองนา อ.พัฒนานิคม ลพบุรี
78 หลวงพ่อ คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมือง ลพบุรี
79 หลวงพ่อ เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง
80 หลวงพ่อ ปัญญา คันธิโย วัดนาคตหลวง อ.แม่ทะ ลำปาง
81 หลวงปู่ วงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
82 ครูบา ขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม ลำพูน
83 ครูบา ขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม ลำพูน
84 หลวงพ่อ วงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
85 หลวงพ่อ หมุน ฐิตสีโล วัดบ้านจาน ศรีสะเกษ
86 หลวงพ่อ ทอง วัดป่ากอ สงขลา
87 หล่วงพ่อ เมฆ วัดป่าขวางปางพระเลไลย์ อ.สิงหนคร สงขลา
88 หลวงพ่อ ลี วัดอโศการาม สมุทรปราการ
89 หลวงพ่อ เนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม
90 หลวงพ่อ สาย วัดจันทร์เจริญสุข สมุทรสงคราม
91 หลวงพ่อ วัด วัดประชาโฆษิตาราม สมุทรสาคร
92 หลวงพ่อ สาย วัดหนองสองห้อง สมุทรสาคร
93 หลวงพ่อ เหมือน วัดคลองทรายใต้ สระแก้ว
94 หลวงพ่อ ใจ ฐิตธัมโม วัดหนองหญ้าปล้องใต้ ต.ไก่เส่า อ.หนองแซง สระบุรี
95 หลวงพ่อ ตาบ วัดมะขามเรียง ดอนพุด สระบุรี
96 หลวงพ่อ ซวง วัดชีปะขาว ต.พระงาม อ.พรหมบุรี สิงห์บุรี
97 หลวงพ่อ แพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
98 หลวงพ่อ บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน สิงหบุรี
99 หลวงพ่อ ขอม วัดไผ่โรงวัว สุพรรณบุรี
100 หลวงพ่อ ทอง วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก สุพรรณบุรี
101 หลวงพ่อ ทองใบ วัดคลองมะดันอ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
102 หลวงพ่อ มุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก สุพรรณบุรี
103 หลวงพ่อ ขอม วัดไผ่โรงวัว สุพรรณบุรี
104 หลวงพ่อ ครื้น วัดสังโฆ สุพรรณบุรี
105 หลวงพ่อ ใบ วัดอัมพวัน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
106 หลวงพ่อ พัฒน์ นารโท วัดพัฒนาราม(ใหม่บ้านดอน) อ.เมือง สุราษฎร์ธานี
107 หลวงพ่อ แดง วัดคุณาราม(เขาโปะ) เกาะสมุย สุราษฏร์ธานี
108 หลวงพ่อ พรหม วัดนาราเจริญสุข อ.เกาะสมุย สุราษฏร์ธานี
109 หลวงพ่อ สุวัฒ วัดศรีทวีป สุราษฏร์ธานี
110 หลวงพ่อ ทองทิพย์ วัดป่าสีดาพระรามลักษณ์ หนองคาย
111 หลวงพ่อ เจริญ วัดตาลานใต้ อ.ผักไห่ อยุธยา
112 หลวงพ่อ สด วัดโพธิ์แดงใต้ อยุธยา
113 หลวงพ่อ สืบ อนุจาโร วัดกุฎีทอง ต.พิตเพียน อ.มหาราช อยุธยา
114 หลวงพ่อ เสน วัดญาณเสน อยุธยา
115 หลวงพ่อ เกษม วัดม่วงครับ อ่างทอง
116 หลวงพ่อ ทองใบ วัดอบทม อำเภอวิเศษไชยชาญ อ่างทอง
117 หลวงพ่อ พระราชพรหมยานเถระ วัดท่าซุง อุทัยธานี
118 หลวงพ่อ ตี๋ วัดหลวงราชาวาส อุทัยธานี
119 หลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี
120 หลวงพ่อ แอ๋ว วัดหัวเมือง อุทัยธานี
121 หลวงพ่อ คำคะนิง จุลมณี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อุบลราชธานี
122 หลวงพ่อ พรหมมา สำนักสวนหินผานางคอย อุบลราชธานี
123 หลวงพ่อ เต๋ วัดสามง่าม
124 หลวงพ่อ ท้วม วัดเขาโบสถ์
125 หลวงพ่อ พุฒ หลวงพ่อพุฒ วัดกลางบางพระ
126 หลวงพ่อ สง่า วัดหนองม่วง/วัดบ้านหม้อ
127 หลวงพ่อ หยอด วัดแก้วเจริญ

ตำนานปู่โสม เฝ้าทรัพย์

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,


ตำนานปู่โสม เฝ้าทรัพย์

กรุง ศรีอยุธยาอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ของไทย ครั้งที่บ้านเมืองยังสงบอาณาประชาราษฎร์ล้วนมีชีวิตที่สุขสบาย ขุนนาง ขุนศึก พ่อค้าและชาวบ้านทั้งหลายยิ้มย่องผ่องใสมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงต่างเก็บหอมรอมริบ สะสมแก้วแหวนเงินทองมีค่าไว้มากมาย

จนกระทั่ง เกิดสงครามถึงคราวพ่ายแพ้แก่พม่า กรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลาย ผู้คนและเหล่าทหาร ช้าง ม้า วัว ถูกฆ่าตายกลาดเกลื่อน สมบัติมากมายที่สะสมกันไว้จึงถูกซุกซ่อนฝังไว้ตามจุดต่างๆ

ขุนนาง คหบดีและเจ้านายบางพระองค์ นอกจากจะฝังสมบัติไว้แล้ว ยังถึงกับฆ่าบริวารหรือทหารของตนให้ตายโหงอยู่ตรงที่ฝังสมบัติ เพราะหวังจะให้วิญญาณของผู้ตายกลายเป็นผี "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" เฝ้าสมบัติของตนก็มี

เมืองกรุงเก่าอยุธยานับแต่อดีตถึงปัจจุบันจึง ขึ้นชื่อลือชานักในเรื่องของวิญญาณ ที่มักมาปรากฏตามสถานที่โบราณต่างๆ หลายเรื่องน่ากลัว หลายเรื่องฟังแล้วน่าตื่นเต้นดีและทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้...

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้น จริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ลายแทงนั้นบอกว่า พระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ "วัดกุฏิดาว" มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง

ลายแทงขุมทรัพย์มีค่า มหาศาลนี้ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้า พระองค์หนึ่ง การได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร...จากใคร...แต่พิสูจน์ ได้แน่ชัดว่า ต้องมีทรัพย์มีค่าฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ

เพราะพระองค์ เจ้าพระองค์นี้ กับพระสหายชาวต่างประเทศได้นำเอาเครื่อง "ไมน์ดีเทคเตอร์" ซึ่งเป็นเครื่องสำรวจหาวัตถุธาตุมาสำรวจตรวจดูแล้ว และปรากฏว่าเครื่องมือดังกล่าวนี้ระบุว่าจุดที่ตรวจค้นมีสมบัติล้ำค่าถูกฝัง อยู่ใต้ดินจริงๆ

วัดกุฏิดาวเป็นวัดร้าง มีร่องรอยว่าเคยเป็นวัดที่ใหญ่โตสวยงามในสมัยอยุธยาในลายแทงขุมทรัพย์บอกว่า ที่วัดแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่าถูกฝังไว้รอบอุโบสถถึง 16 แห่ง ดังนั้นพระองค์เจ้าพระองค์นี้และพระสหายหลายคน

จึงได้ทำเรื่องเสนอ ต่อกรมศิลปากร ขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิ์ของกรมศิลปากร เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติ ท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฏิดาวเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ.2503

น่า ประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัดกุฏิดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่ก่อนลงมือขุดได้ใช้เครื่องไมน์ดีเทคเตอร์ตรวจสอบดูก่อนแล้ว เครื่องก็ส่งสัญญาณว่ามีสิ่งมีค่าฝังอยู่แน่นอน แต่พอขุดลงไปกลับไม่มีอะไรเลย

การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฏิดาว ในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯ และพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่าง

นั่นก็ คือท่านและพระสหายเห็น "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว นอกจากนี้ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน

เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ที่ท่านนั้นก็บอกว่า วิญญาณที่ปรากฏเป็น "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้ มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็นทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน

คำ สาปแช่งนั้นต่อมาก็เป็นจริง เพราะพระสหายคนหนึ่งที่ร่วมทีมขุดสมบัติกับท่านได้เสียชีวิตกระทันหัน ทั้งๆ ที่มีสุขภาพร่งกายแข็งแรงทุกอย่าง ส่วนประสหายอีกคนก็หายสาบสูญไป โดยไม่ทราบชะตากรรม ส่วนตัวท่านเองทำธุรกิจอะไรก็ขาดทุน

ขุมทรัพย์ โบราณที่วัดกุฏิดาว ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ที่เดิม เพราะยังไม่มีใครกล้าหาญไปขุดค้น เพราะเกรงว่าวิญญาณที่ยังคงวนเวียนเฝ้าสมบัติ จะมาหลอกหลอนและสาปแช่ง

วัด กุฏิดาวเป็นวัดเล็กๆ ป้ายชื่อวัดไม่มีบอก ต้องอาศัยถามจากชาวบ้าน แถวใกล้วัดกุฏิดาวยังมีวัดใกล้เคียงหลายวัด รวมถึงวัดมเหยงค์ซึ่งขึ้นชื่อว่า "ผีดุ" อีกวัดหนึ่ง

"วัดมเหยงค์" นี้เคยเป็นวัดร้าง ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของอุโบสถซึ่งกระเทาะหลุดร่อนเหลือแต่อิฐ แดงๆ แต่ก็ยังมีเค้าโครงให้เห็นว่าเคยเป็นศาสนาสาถนที่สวยงามในอดีต

วัด มเหยงค์แห่งนี้เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า มีคนเคยได้ยินเสียงสวดมนต์ในท่วงทำนองอันไพเราะ ดังแว่วมาจากอุโบสถ เสียงสวดนั้นดังพร้อมเพรียงเป็นหมู่คณะ สวดช้า และเยือกเย็น ทำนองสวดไม่เหมือนปัจจุบัน และจะดังขึ้นในเวลาเช้าตรู่ ซึ่งพอเดินไปดูที่ต้นเสียงกลับไม่มีใครเลย แล้วเสียงนั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้...


คำว่าปู่โสมนี้ ได้ยินมาบ่อยๆ ที่เรียกว่าปู่นี้คงเพราะมักมาเป็นรูปอย่างคนเฒ่าคนแก่ คงเป็นชายเสียส่วนมากจึงได้เรียกว่าปู่ ไม่เคยได้ยินว่ามีย่าโสมที่ไหน ส่วนคำว่าโสมนั้นคงเป็นคำโบราณ แปลว่าอะไรไม่แน่ใจ โดยรวมปู่โสมก็เป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่ามีหน้าที่คอยเฝ้าสมบัติต่างๆที่คนโบราณแอบเอาไว้ตามถ้ำหรือกรุ สมบัติ ที่จริงเรื่องปู่โสมนี้เป็นเรื่องที่ดูยังคาบเกี่ยวกับวิชามาร ยาศาตร์(ฝังอาถรรพ์)อยู่มากในที่นี้เป็นการกล่าวถึงแต่คติเรื่องผีจึงขอคัด เอาแต่คติที่ดูจะเกี่ยวกับผีๆสางๆสักหน่อย

การอุบัติของปู่โสมนี้อาจ แยกเป็นสองอย่างหลักคือ เกิดจากอำนาจทางมารยาศาสตร์ ผูกขึ้นมาให้เป็นตัวตน คงคล้ายๆกับการผูกหุ่นพยน กับอีกอย่างหนึ่งคือเกิดจากคนตายคือผีตามความเข้าใจของคนทั่วไป ซึ่งอย่างหลังนี้ดูจะเกี่ยวกับปู่โสมที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่หน่อย ปู่โสมที่เกิดจากอำนาจคนตายนี้ ก็ยังแยกออกเป็นแบบอีกคือ เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติกับเขาทำให้เกิด

อย่างแรกที่ว่าเกิดกันตาม ธรรมชาตินี้คือเกิดจากคนที่เป็นจ้าวสมบัติเมื่อตาย ลงจิตยังคงหลงยึดมั่นในสมบัตินั้นเลยทำให้ไม่ได้ไปเกิด กลายเป็นผีเฝ้าสมบัติ เรื่องอย่างนี้ได้ยินกันบ่อยไป เช่นเคยได้ยินว่ามีนักเล่นของเก่าไปหาซื้อเตียงโบราณมาพอจะเอาเตียงมานอน เข้าจริงๆก็โดนเจ้าของเตียง(ผี)มาเล่นงานตั้งแต่คืนแรก อย่างนี้คงเป็นเพราะวิญญาณยังคงหวงเตียงนั้นอยู่เลยไม่อยากให้ใครมาเกาะแกะ ฟังดูอาจตลกดีแค่เตียงเก่าๆยังหวงอะไรหนักหนา แต่มาคิดดูเรื่องการหวงข้าวของนี้เป็นอัตตาที่เข้มข้นอย่างหนึ่ง เช่นของของเราๆก็ไม่อยากให้ใครมาแอบใช้ คนรักของเราๆก็ไม่อยากให้ใครมาเกาะแกะ แต่อย่างนี้ยังดูไกลจากผีปู่โสมของเราอยู่สักหน่อย

การเกิดผีปู่โสม อีกอย่าหนึ่งก็คือเป็นการกระทำให้เกิดคือเจ้าตัวก็ไม่ได้ อยากเกิดเป็นผีปู่โสมแต่มีใครบางคนทำให้เป็น ไม่ว่าเจ้าตัวจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม อย่างนี้เองจึงเป็นผีปู่โสมเฝ้าสมบัติของแท้ เรื่องเอาคนมาฆ่าแล้วตรึงวิญาณให้เฝ้าสมบัตินี้มักได้ยินบ่อยๆ เป็นความเชื่อของลัทธิมารยาศาสตร์

ตำนานโดย thenightshock.com

ห้องสีชมพู เรื่องเล่าผีๆในมหาลัย ดังๆ

เขียนโดย มิตรภาพการพิมพ์,ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด,รับวาดรูปล้อเลียน,

เรื่อง นี้เกิดที่หอหญิง เป็นเรื่องของนักศึกษาหญิงที่เข้ามาพักในหอในแล้วไปมีอะไรกับผู้ชาย แล้วเกิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้นมา รู้ตัวเอาตอนท้องได้ 4 เดือนแล้วแต่มันยังไม่ป่องออกมา
จึงปิดเงียบไม่ให้ใครรู้แม้แต่เมท ทำยังไงถึงจะเอาออกได้ พลาดไปแล้วแต่ไม่อยากเสียอนาคต ไม่มีเงินทำแท้ง แฟนไม่รับผิดชอบ ตัดสินใจเอาออกเองในห้องพักโดยเลือกตอนช่วงที่เพื่อนไม่อยู่
ทำเองคน เดียว โดยไม่ทราบวิธีการ ปรากฎว่าผลร้ายกว่าที่คิดนักศึกษาคนนั้นตกเลือดตายในห้องเพื่อนมาพบศพตอน เย็น เห็นรอยเลือดกระจัดกระจาย ติดฝาผนังบ้างก็มี

หลังจากจัดการ เรื่องศพเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงทำความสะอาดห้อง) โดยที่เมทของคนตายก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดเห็นรอยเลือดสีจางๆติดอยู่ที่ผนังสีขาวก็เลยให้คน เอาสีขาวม
าทาทับ
วันรุ่งขึ้นเปิดเข้าไปทำความสะอาดรอย เลือดยังมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะทำยังไงทั้งขัด ทั้งถู หรือทาสีใหม่ รอยเลือดนี้ก็ยังไม่หายไป จนสุดท้ายทางหอพักจึงต้องนำสีชมพู ไปทาทั้งห้องเพื่อไม่ให้เห็นรอยเลือด
กลายเป็นห้องสีชมพูตั้งแต่นั้นมา
ปัจจุบัน เป็นห้องเก็บของที่ปิดตาย เคยมีแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดที่ห้องนี้ แล้วออกจากห้องไม่ได้ เพราะลูกบิดถูกล๊อค (ทั้งที่ตัวล๊อคอยู่ในห้อง) ลองไปเยี่ยมชมดูได้ครับ หนึ่งความพลาดพลั้งที่ไม่มีอะไรแก้ไขได้ 

ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066
ตำแหน่งว่างโฆษณา
สามารถใส่รายละเอียดได้สามบันทัด
พร้อมรูปภาพช่วยในการดึงดูดลูกค้า
ด่วน!! รีบจองก่อนใคร
สนใจติดต่อ 085-418-7066